บริษัทจีนสร้างนวัตกรรมวิจัยผลิตชิปเอง มุ่งสู่จุดสูงสุดทางเทคโนโลยีของวงการโทรศัพท์มือถือ

0
361

หนังสือพิมพ์ People’s Daily รายงานว่า วันที่ 28 กุมภาพันธ์ บริษัทเสี่ยวหมี่ของจีนได้เปิดตัวชิปโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนที่วิจัยผลิตเองรุ่นแรกสู่สาธารณชน ทำให้เสี่ยวหมี่กลายเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนที่ออกแบบหน่วยประมวลผลเองอันดับที่สี่ของโลกต่อจากแอปเปิล ซัมซุง และหัวเหว่ย

นายเหลยจูน (Lei Jun) ซีอีโอและผู้ริเริ่มก่อตั้งบริษัทเสี่ยวหมี่กล่าวในงานประกาศว่า “ชิปประมวลผลกลางเป็นจุดสูงสุดทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ หากเสี่ยวหมี่จะเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องเข้าถึงเทคโนโลยีหลักนี้ให้ได้”

นายเหลยจูนได้แสดงแผ่นชิป “เผิงพ่ายเอส1” สู่ภายนอกในงาน เท่าที่ทราบ การวิจัยผลิตแผ่นชิปที่มีขนาดเท่าเล็บนิ้วมือนี้ ได้สิ้นเปลืองเงินทุนมากกว่า 1 พันล้านหยวน

จีนเป็นมหาประเทศผลิตโทรศัพท์มือถือ ทั่วโลกมีโทรศัพท์มือถือเกือบ 70% ผลิตที่จีน แต่ในนั้นมีเพียง 5% ที่ใช้ตัวชิปที่จีนวิจัยผลิตเอง

ตัวชิปถือเป็น “หัวใจ” ของโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟน การออกแบบสร้าง “นวัตกรรมใหม่” เป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการวิจัยผลิต ซึ่งแต่เดิมการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแผนการตลาดของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ จะถูกจำกัดโดยแผ่นชิปเป็นอย่างมาก กล่าวคือ ต้องได้รุ่นของแผ่นชิปก่อนจึงจะออกแบบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ได้ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือตกอยู่ในสภาพเป็นฝ่ายเป็นรองบ่อยครั้ง และมักจะทำให้การออกแบบล่าช้ากว่าความต้องการของผู้อุปโภคและตลาด

ดังนั้น ปีหลังๆนี้ โรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือของจีนได้ทุ่มกำลังวิจัยผลิตและสร้างนวัตกรรมเองในเทคโนโลยีชิปประมวลผลกลางมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและประกาศความเป็นเทคโนโลยีที่ “ผลิตในจีน” อันจะช่วยกำหนดทิศทางชัดเจนยิ่งขึ้นต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบบริษัทยกระดับสูงขึ้น

ส่วนหัวเหว่ยเองได้สร้างแผ่นชิปไห่ซือ K3V2 แผ่นชิปโทรศัพท์มือถือเชิงพาณิชย์รุ่นแรกสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2555 หลังจากนั้น ซีรี่ “กิเลน” ของหัวเหว่ยได้รับการอัพเกรดสูงขึ้นและปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ก้าวเข้าไปอยู่ในค่ายวิจัยผลิตแผ่นชิปอันดับแนวหน้าของโลก

หัวเหว่ยได้ประกาศ Honor 5C ผลิตภัณฑ์ใหม่ราคาพันหยวนเมื่อปีที่แล้ว โดยใช้แผ่นชิปกิเลน 650 ที่วิจัยผลิตเอง ซึ่งทำให้แผ่นชิปเทคโนโลยีระดับสูงกับแผ่นชิปโทรศัพท์มือถือราคาพันหยวน ก็ล้วนแล้วแต่ใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน ได้ให้ประสบการณ์คล่องตัวยิ่งขึ้นแก่ผู้อุปโภค