รวมพลังขับเคลื่อนการศึกษาเพื่ออนาคต

0
269

รวมพลังภาคีกว่า 30 องค์กร ร่วมเสนอบทเรียนการขับเคลื่อนการศึกษาเชิงพื้นที่ พร้อมตั้งโจทย์ท้าทายและแนวทางร่วมกันเพื่อการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคต

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2560 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค ถ.ราชปรารภ สถาบันรามจิตติได้จัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “รวมพลังขับเคลื่อนการศึกษาเพื่ออนาคต : บทเรียนจากพื้นที่”ภายใต้โครงการประสานงานวิจัยและพัฒนาการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่(Area-based Education)โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)โดยความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และองค์กรภาคีขับเคลื่อนการเรียนรู้ โดยมีดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านนวัตกรรมสังคม เป็นประธานกล่าวเปิดงานพร้อมด้วย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่(สกว.) โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ นักนโยบายและยุทธศาสตร์ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิจัย ประชาคมทางการศึกษา คณาจารย์ ผู้บริหารและครู นักเรียน ภาคเอกชน รวมถึงภาคีร่วม และสื่อมวลชน รวมกว่า30 องค์กรเข้าร่วมเสวนาทั้งนี้ในเวทีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยองค์ความรู้และบทเรียนจากการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่ รวมทั้งเสนอความเคลื่อนไหวแนวโน้มโลกที่มีนัยต่อการท้าทายและตั้งโจทย์การพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคต
สถาบันรามจิตติได้รายงานว่าองค์ความรู้จากงานวิจัยการพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) ได้ชี้ให้เห็นองค์ความรู้สำคัญของการพัฒนาการศึกษาที่จุดเปลี่ยนอยู่ที่ “พื้นที่” สกว.และสสค.ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาระดับจังหวัด โดยสร้างให้เกิดกลไกการพัฒนาการศึกษา การมีข้อมูลเพื่อตั้งโจทย์และตัดสินใจ รวมถึงมีแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยพบว่ามี 5 กุญแจสำคัญของความสำเร็จนั่นคือ 1) “เป้า” เห็นเป้าหมายร่วมและมุ่งไปด้วยกัน2) “เปิด”พื้นที่ความร่วมมือ ดึงภาคี มีข้อมูลในการตัดสินใจ 3)“ปรับ” ความสัมพันธ์การทำงานทุกระดับ สร้างภาวะรับผิดชอบการศึกษาใหม่ 4) “ปลด”ล็อคการทำงาน สร้างความยืดหยุ่นและให้มีอิสระการจัดการ5) “เปลี่ยน”แปลงถึงพื้นที่ สร้างการเรียนรู้ดีๆ ถึงเด็ก ด้วยนวัตกรรมการจัดการต่างๆ ซึ่งการทำงานที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ขององค์กรหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัด ตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับพื้นที่ ไปจนถึงระดับสถานศึกษาและห้องเรียน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดและพื้นที่ให้สอดรับกับบริบทการพัฒนาและความต้องการของพื้นที่ อาทิ การพัฒนาด้านโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กหลุดระบบ การจัดการศึกษาเพื่อเตรียมเด็กเข้าสู่โลกของงาน ฯลฯ ซึ่งถือเป็นตัวแบบดีๆ ที่สามารถขยายผลได้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตดูเหมือนการศึกษาต้องเผชิญกับโจทย์ท้าทายมากมาย โดยเฉพาะในกระแสที่กำลังตั้งโจทย์กับแนวโน้มความเสี่ยงและแนวโน้มวิกฤตภัยที่การศึกษาต้องไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษาที่ยังคงอยู่ ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษา เด็กย้ายถิ่นและคนข้ามชาติ ปัญหาเสี่ยงทางสังคม แนวโน้มคุณภาพของกำลังคนรุ่นใหม่ที่อ่อนด้อยฝีมือหรือทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในอนาคต ปัญหาการลงทุนและทรัพยากรทางการศึกษาที่มีแนวโน้มจำกัดและมีความเสี่ยงในเรื่องการเงิน ปัญหาความเสี่ยงในด้านสังคมเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อการศึกษา ฯลฯ ในประเทศไทย เราเผชิญสิ่งเหล่านี้ร่วมไม่ต่างจากกระแสโลกที่พุ่งเป้าการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งจะยกระดับคุณภาพการศึกษาพร้อมๆกับเป้าหมายการพัฒนาด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทิศทางการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 การมีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้มีนัยต่อความท้าทายของการพัฒนาการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางแนวโน้มนานาประเทศต่างได้ส่งสัญญาณเตือนกระบวนทัศน์และทิศทางทางการศึกษา และได้เสนอแผนหรือแนวทางของการรับมือความเสี่ยงและภัยพิบัติเหล่านี้ โดยเสนอยุทธศาสตร์การจัดการที่ต้องเสริมพลังกลไกที่มีอยู่เดิมในพื้นที่อาทิ กศจ. ประชาคม หรือสมัชชาในพื้นที่โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการ และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลังชุมชน พลังคน”(Community power) ที่มีความสามารถในการรับมือของระบบสังคม (Capacity of Societal system) กับความเสี่ยงภัยเหล่านี้ที่อาศัยความร่วมมือและความเข้มแข็ง(Strength) ของชุมชนภายใต้การมีการจัดการที่มีความยืดหยุ่นและการรวมพลัง(community Resilience&Collaboration) จะเป็นทางออกของการสร้างการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาที่จะเท่าทันกับแนวโน้มและความท้าทายต่างๆที่จะเผชิญในอนาคตได้ ซึ่งปัจจุบันบทเรียนจากงานวิจัยและพัฒนาการศึกษาเชิงพื้นที่ (ABE) ได้ทำให้เห็นพลังของประชารัฐที่มาร่วมพลังการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา แต่ในอนาคตสังคมยังคงต้องคิดต่อในโจทย์ที่ท้าทายเหล่านี้กันต่อไป