ประชุมนานาชาติ “คลองไทย: เทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย”

0
2075

สถานที่ที่ถูกกล่าวถึงเป็นอันดับแรกในคำขวัญของจังหวัดระนองคือ “คอคอดกระ” คอคอดกระหรือกิ่วกระ ปัจจุบันบางคนก็เรียกว่า “คลองไทย” เป็นส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยและแหลมมลายู ตั้งอยู่เขตบ้านทับหลี ตำบลละมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนองกับอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ระยะทางกว้างแค่เพียง 44 กิโลเมตรเท่านั้น

การขุดและพัฒนาบริเวณคอคอดกระถูกนำมาจุดกระแสอีกรอบ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ สมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนาร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและภาคีผู้สนับสนุนเช่น LONG HAO INTERNATIONAL ได้จัดงานประชุมนานาชาติในหัวข้อ “คลองไทย: เทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย” การศึกษาแบบบูรณาการของระบบแบบโลจิสติกส์ทางเลือกบนเส้นทางสายไหม โดยมีวัตถุประสงค์นำผู้ชำนาญการจากทั่วโลกในด้านต่างๆที่เกี่ยวกับการขุดคลองเพื่อการพาณิชย์ ระดมสมอง และหาข้อสรุปทางการศึกษาเกี่ยวกับการขุดคลองไทยทั้งในมุมมองด้านวิชาการและวิสัยทัศน์

งานเริ่มด้วยการกล่าวต้อนรับโดยพล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป ประธานสมาคมคลองไทยเพื่อการศึกษาและพัฒนา (TCA) และ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงานแบ่งเป็น 4 ช่วง เริ่มด้วยการแนะนำคลองขุดที่สำคัญของโลก อย่าง คลองปานามา คลองสุเอซ คลองคีล มีการพูดถึงการพัฒนาปรับปรุงและขยายคลองขุดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน รวมถึงการวางแผนการตลาดเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดผู้ใช้บริการรายใหม่

Dr. Norio Yamamoto ประธานของ Global Infrastructure Fund Foundation (GIF) กล่าวไว้ว่า “การขุดคลองกระจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ได้”

ช่วงที่สอง เป็นการอภิปรายถึงหลักการขนส่งในระดับโลกซึ่งประเด็นร้อนที่กล่าวถึงจึงหนีไม่พ้นแนวคิด Belt & Road หรือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ช่วงนี้ได้นักวิชาการจากประเทศจีนมาแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งไม่ว่าจะมองจากในระดับโลกหรือระดับภูมิภาคแล้วโครงการขุดคลองไทยจะเป็นโครงการใหญ่ที่ช่วยให้ไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านการเดินเรือทั้งในอาเซียนและระดับโลก

Professor Zhou Dawei จากมหาวิทยาลัยปักกิ่งกล่าวว่า “เคยมีเพื่อนถามผมว่าเคล็ดลับอะไรที่ทำให้จีนกลายร่างจากประเทศที่ยากจนเป็นประเทศที่มั่งคั่งและแข็งแกร่ง ถ้าจะให้ผมตอบจริงๆ ขอใช้สามคำมาตอบดังนี้ Reform-Openness –Globalization (ปฎิรูป-เปิดกว้าง-โลกาภิวัฒน์)”

ช่วงที่สามเริ่มตีกรอบเข้ามาแคบมาขึ้นโดยลดขนาดมาพูดถึงอาเซียนและความเชื่อมโยงที่มีต่อ “คลองไทย” ช่วงนี้ได้ศาสตราจารย์ Ruslan Hassan นักวิชาการจากสถาบันวิศวกรรมศาสตร์ของมาเลเซียมาเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์โครงสร้างพื้นฐานในมาเลเซียทั้งในอดีต ปัจจุบันและสิ่งที่วางแผนไว้ในอนาคต และได้ Mr.Tony Restall เจ้าของฉายา Mr. Free Zone มาแบ่งปันความรู้ด้านการพัฒนาด้าน Free Economic Zone ซึ่งเขาให้ความเห็นว่าหากใช้ความรู้ด้าน Free Zone อย่างถูกต้องจะสามารถช่วยไทยให้มีรายได้และสร้างงานให้คนในประเทศได้จำนวนมาก

ช่วงสุดท้ายของวันเป็นหัวข้อเกี่ยวกับความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม โดยมีการกล่าวถึงเรื่องความมั่นคงในระดับชาติกับการพัฒนาคลองไทย รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน

Dr. Harald Wagner แห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและ Douglas Smith, DS Smith Environment Ltd., London กล่าวว่า “การส่งสินค้าผ่านคลองไทยจะช่วยให้ใช้เวลาน้อยลง ต้นทุนต่ำกว่าและปล่อยแก๊สเรือนกระจกน้อยกว่าการใช้ช่องแคบมะละกา การขุดคลองไทยจะนำมาซึ่งผลกระทบอย่างมากทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจทำให้การเริ่มโครงการชักช้าหรือกระทั่งหยุดชะงักลงได้หากไม่มีการจัดการที่ถูกต้องและดีพอ”

การศึกษาเรื่องการขุดและพัฒนาคลองไทยยังคงต้องดำเนินต่อไป จนกว่าคนในสังคมส่วนใหญ่จะเห็นคล้องกับโครงการนี้และแน่นอนว่าต้องมีการเตรียมการและวิจัยในเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างละเอียด อนาคตของคลองไทยจะเป็นไปในทิศทางใดนั้นเราคงยังต้องจับตามองและให้ความสนใจกันต่อไป

เรียบเรียงและรายงาน: อรอนงค์ อรุณเอก 林敏儿
ภาพ: ณจักร วงษ์ยิ้ม