ปัญหาการชำระหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ร.บ. กยศ. 2560 แก้ได้จริง?

0
1003

ทุกท่านคงทราบดีว่า ปัญหาการผิดนัดในการชำระหนี้ (Default) หรือหนี้เสียของ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีมานานจนแก้ปัญหาไม่ตก จึงส่งผลต่อมายังนักเรียนและนักศึกษาปัจจุบันนี้ที่ต้องการเงินทุนกู้ยืมนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยล่าสุดภาครัฐต้องปรับและออกพ.ร.บ.ฉบับใหม่ปีพ.ศ. 2560 ซึ่งมีการแก้ไขที่มีสาระสำคัญระหว่างอันเป็นข้อแตกต่างระหว่าง พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541  และ ฉบับใหม่ คือได้แก่ คุณสมบัติของผู้กู้, การปรับอัตราดอกเบี้ยการชำระคืน, การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้, การนำเงินที่ผู้กู้ชำระหนี้ไปหาผลประโยชน์ในการลงทุนได้ และ ช่องทางในการชำระหนี้

ซึ่งประเด็นสำคัญที่ถกเถียงกันมากนั้นเป็นคงเป็นในเรื่องของช่องทางการชำระหนี้ ที่เปิดช่องให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างคืนกองทุนกยศ. ทั้งนี้ปัญหาการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (Student loan) นี้มีปรากฎอยู่ทั่วโลก ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา (Developing countries) แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา (US) สหราชอาณาจักร (UK)และ สวีเดน (Student) ก็ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาดังกล่าว ถึงแม้ว่าบางประเทศจะไม่มีค่าเทอม (Zero tuition fees) แต่นักเรียนนั้นก็ยังคงกู้เพื่อมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพ ทำให้มีงานวิจัยระดับนานาชาติมากมายพยายามศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงสร้างหนทางแก้ไข

ผลงานวิจัยต่างๆสรุปปัจจัยหลักนั้นก็จะเป็นในเรื่องของลักษณะของสถาบันการศึกษา (Institution characteristics), พื้นฐานของนักเรียนแต่ละคน (Student background), ลักษณะโครงสร้างทางครอบครัว (Family structure) และ ทัศนคติและการตระหนักถึงหนี้ทางการศึกษา (Attitude and awareness regarding education debt)

ดังนั้น เมือพิจารณาปัจจัยต่างๆแล้วในประเทศไทย กลุ่มนักศึกษาและนักเรียนที่เข้าร่วมกองทุน กยศ. นั้นไม่ควรผูกรวมกัน(Pool) เป็นลูกหนี้ชั้นเดียว แต่ควรจำแนก (Classify) เป็น กลุ่มชั้น แล้วใช้ แผนการจัดกระบวนการชำระหนี้ที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาจากความเสี่ยงทางด้านเครดิต (Credit risk) ในแต่ละClass ส่วนในอีกประเด็น คือเรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้นมีแหล่งข่าวรายงานว่า ดอกเบี้ยกยศ.ที่ต่ำนั้นเป็นแรงจูงที่ทำให้ borrowers หรือผู้กู้ เลี่ยงที่จะไปชำระเงินกู้จากแหล่งดอกเบี้ยที่สูงกว่าก่อนเช่น ถ้ามีบัตรเครดิตก็จะผู้กู้ก็จะเลือกชำระหนี้บัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงก่อน ผมคิดว่าเราควรใช้หลักบริหารทางการเงินในเรื่อง Agency problem โดยใช้ทั้ง “Stick and Carrots” โดยเลือกที่จะใช้รางวัลจูงใจ (Reward) ถ้าผู้กู้มีวินัยในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย เช่น การmaintain คงไว้ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและเพิ่มส่วนลด(Discount) ส่วนในกรณีที่เริ่มมีการผิดนัดชำระ ให้ใช้การลงโทษ (Punishment) โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือค่าปรับต่างๆ

นอกจากนี้จะเห็นว่าปัจจัยสำคัญอีกประการที่ส่งผลต่อการผิดนัดชำระหนี้คือทัศนคติและการตระหนักถึงหนี้ทางการศึกษา ดังนั้นทางฝ่ายผู้รับผิดชอบนั้นอาจจะมีการมั่นอบรมปลุกจิตสำนึก รวมถึงการให้ความรู้ในเรื่องการมีวินัยทางการเงิน (Financial Literacy) รวมถึงเปิดเผยกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จให้กับผู้กู้กยศ.และ เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาได้มีทักษะการวางแผนการเงินในระยะยาว ฉะนั้นถ้าผู้กู้มีเจตนาที่จะผิดนัดชำระหนี้อยู่แล้ว ผู้กู้คงหนีออกจากระบบการทำงานในบริษัท หรือองค์กรต่างๆ แล้วไปทำงานรับจ้างที่ไม่ใช่งานประจำ(Part-time)แทน ในบางกรณีอาจจะมีการเปลี่ยนย้ายสำมะโนครัว

อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวเห็นด้วยกับ พรบ.ฉบับใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของช่องทางการชำระโดยการหักจากเงินเดือน โดยในประเทศอเมริกานั้นก็ใช้วิธีพิจารณาปรับอัตราการชำระจากฐานเงินเดือนในปีก่อนหน้า ระบบincome-based repayment โดยที่คนที่มีรายได้สูงจะระยะเวลาคืนหนี้ที่สั้นกว่าคนที่มีรายได้ต่ำ นอกจากนี้ในกรณีที่หนี้กยศ.นั้นค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้กู้ เราอาจจะมีการปรับใช้ระบบ Pay As You Earn (PAYE) โดยสามารถปรับค่าชำระคืนแต่ละงวดได้โดยคำนวณจากรายได้และขนาดของครอบครัว เป็นต้น ท้ายที่สุดแล้วมาตราการหักเงินนี้ก็คงไม่ใช่ทั้งหมดในการแก้ปัญหาหนี้ทางการศึกษา ถ้าเรายังไม่สามารถที่ปลูกจิตสำนึก แล้วสร้างความรับผิดชอบ และความมีวินัยทางการเงินให้กับนักเรียน และนักศึกษาที่เข้าร่วมกู้ยืมกองทุนกยศ.

ดร.กุลบุตร โกเมนกุล
รองคณบดี ฝ่ายบริหารและวิเทศสัมพันธ์ วิทยาลัยนานาชาติ และ อาจารย์ประจำสาขาการเงินและการลงทุน
คณะบริหารธุรกิจ ม.รังสิต

ทิ้งคำตอบไว้